การประชุมวิชาการสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์
หัวข้อ “ศาสนากับการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ”
วันที่ 1-2 มิถุนายน พ.ศ.2561
ณ โรงแรมเอส ดี อเวนิว กรุงเทพมหานคร
**************************************************

 

1.หลักการและเหตุผล

สังคมไทยในยุคหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยเกือบทุกคนล้วนได้รับสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลกันอย่างทั่วหน้า แต่โอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
ที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการหรือปัญหาสุขภาพของเขาได้อย่างแท้จริงนั้นยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนไทยทุกคน
ในงาน "10 ปี สช. สานพลังปัญญา สร้างสรรค์นโยบายสาธารณะ" โดยสำนักงานคณะกรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ณ ศูนย์การประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2560 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ระบบสุขภาพไทยในทศวรรษหน้า" โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน      ซึ่งประสบปัญหาจากจำนวนผู้ป่วยที่มีล้นเกิน ภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีมากเกินไปจนส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการและความขัดแย้งกับผู้ป่วย รวมถึงปัญหาความไม่เพียงพอของงบประมาณสำหรับโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ชี้ว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้มิอาจพิจารณาจำกัดเฉพาะในบริบทของการให้บริการทางการแพทย์ได้ เนื่องจากปัจจัยกำหนดสุขภาพนั้นมีอย่างกว้างขวาง โดยร้อยละ 80 ของปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกแวดวงสาธารณสุข พบได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นในอนาคต ความเหลื่อมล้ำอันปรากฏในมิติต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น จึงจัดเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทยในทศวรรษหน้า
ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำและสุขภาพนั้นมิได้มีเพียงทางเดียวเท่านั้น ในอีกทางหนึ่งสุขภาพจัดเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ
ได้ ในรายงานเรื่อง “8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในไทย” สถาบันอนาคตไทยชี้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไม่ได้มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากสถิติในห้วงเวลา 3 ทศวรรษ (พ.ศ.2529-2554) แสดงว่ากลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่ทันกันกับกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้สูง นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านอื่น ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงการศึกษาและบริการทางสุขภาพ ถึงแม้ว่าจะมีระบบการให้บริการการศึกษาและสาธารณสุขอย่างถ้วนหน้าแล้วก็ตาม สถาบันอนาคตไทยชี้ว่าปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเหล่านี้คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันเพื่อยกระดับรายได้ โอกาสดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นไปได้ก็ด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงให้บริการการศึกษาและสาธารณสุขเนื่องจากการมีการศึกษาและสุขภาพที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญของการทำมาหาเลี้ยงชีพ
เมื่อกล่าวถึงเรื่องสุขภาพแล้ว ศาสนามิได้มีบทบาทเฉพาะในด้านที่สัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (จิตปัญญา) อันเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพในระดับ
บุคคลเท่านั้น หากแต่ศาสนายังจัดเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพในระดับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะนอกจากหลักคำสอนและบุคลากรทางศาสนาแล้ว ศาสนายังเป็นแกนของชุมชนหลายชุมชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในระบบสังคมอีกด้วย ทั้งนี้จากประสบการณ์ในประเทศไทยที่ผ่านมาพบว่า ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในด้านสุขภาพนั้นพบว่าศาสนามีบทบาทในการส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงบริการทางสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสร้างโรงพยาบาล การเปิดศาสนสถานให้เป็นที่ให้บริการทางสุขภาพ การสนับสนุนบริการทางการแพทย์ (เช่น การดูแลผู้อยู่ในภาวะใกล้ตาย) เป็นต้น บทบาทดังกล่าวพบได้ทั้งในบุคลากรทางศาสนา (เช่น พระภิกษุ) และศาสนิกซึ่งรวมตัวกันในรูปของกลุ่มหรือองค์กรจิตอาสา
ศักยภาพของศาสนาจึงเป็นสิ่งที่มิอาจมองข้ามได้ ด้วยเหตุนี้องค์การสหประชาชาติ (The United Nation หรือ UN) จึงได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแห่ง
สหประชาชาติด้านศาสนากับการพัฒนา (UN Task Force on Religion and Development) หรือ คณะทำงานเฉพาะกิจระหว่างองค์กรแห่งสหประชาชาติด้านการดึงความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติการที่เป็นศาสนิกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Inter-Agency Task Force on Engaging Faith-Based Actors for Sustainable Development หรือ UN IATF-FBOs) คณะทำงานฯ ดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ แห่งสหประชาชาติ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme หรือ UNDP) องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization หรือ UNESCO) กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund หรือ UNICEF) และ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (Joint United Nations Programme on HIV/AIDS หรือ UNAIDS) เป็นต้น
เพื่อเป็นการส่งเสริมความตระหนักถึงความสำคัญของศาสนา โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเป็นธรรม
ทางด้านสุขภาพ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีดำริที่จะจัดการประชุมวิชาการเพื่อเป็นเวทีของการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรเครือข่าย อันจะยังประโยชน์ต่อการสร้างความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการมองเห็นทิศทางนโยบายในการศึกษาและการดำเนินการเพื่อหนุนเสริมบทบาทของสถาบันการศึกษาและองค์กรทางศาสนาในการส่งเสริมความเป็นธรรมทางด้านสุขภาพในประเทศ เชื่อได้ว่าในที่สุดแล้วสถาบันและองค์กรศาสนาเหล่านี้จะเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุงระบบสุขภาพของประเทศไทยต่อไปในทศวรรษหน้า

2.วัตถุประสงค์ของการประชุม
        2.1 เพื่อให้สถาบันภาคีร่วมจัดงานและบุคคลทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาและบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ
        2.2 เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนา จริยธรรม และการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ
        2.3 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ทำงานในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
        2.4 เพื่อพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการด้านศาสนาและการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ

3.หน่วยงานที่รับผิดชอบ
        ภาควิชามนุษยศาสตร์ และงานวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

4.สถาบันร่วมจัดการประชุมวิชาการ
        4.1 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
        4.2 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย
        4.3 วิทยาลัยแสงธรรม
        4.4 วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
        4.5 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

5.ระยะเวลาดำเนินการ
        วันศุกร์ที่ 1 และวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2561

6.สถานที่ดำเนินการ
        โรงแรมเอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

7.ผู้เข้าร่วมประชุม
        ผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 300 คน จากภาคส่วนต่างๆ ดังนี้
        7.1 ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา
        7.2 ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ
        7.3 นักวิชาการ
        7.4 คณาจารย์ และนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
        7.5 คณาจารย์ และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและสถาบันภาคีร่วมจัดงาน

8.ค่าลงทะเบียน
        8.1 ผู้เข้าร่วมประชุม บุคคลทั่วไป ค่าลงทะเบียน 600 บาท
        8.2 ผู้เข้าร่วมประชุม นักศึกษา ค่าลงทะเบียน 400 บาท
        8.3 ผู้นำเสนอบทความ บุคคลทั่วไป ค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
        8.4 ผู้นำเสนอบทความจากหน่วยงานร่วมจัด ค่าลงทะเบียน 1,200 บาท

9.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
        9.1 สถาบันภาคีร่วมจัดงานและบุคคลทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาและบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ
        9.2 ได้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนา จริยธรรม และการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ
        9.3 เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ทำงานระหว่างนักวิชาการในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
        9.4 ได้เครือข่ายทางวิชาการด้านศาสนาและการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพ